ต้นไม้เขียวเเห่งคีช
ทางตอนเหนือของเกาะคีช มีน้ำไหลและน้ำผิวดินที่ไหลลงสู่หุบเขาโปรตุเกส น้ำที่ไหลเหล่านี้ทำให้พื้นที่นี่เขียวชอุ่มเป็นพิเศษ ต้นมะเดื่อที่เก่าแก่ที่สุดต้นหนึ่งตั้งอยู่ในเกาะแห่งนี้ และข้างๆต้นมะเดื่อยังมีต้นไม้สีเขียวขึ้นเป็นจำนวนมาก
ทางตอนเหนือของเกาะคีช มีน้ำไหลและน้ำผิวดินที่ไหลลงสู่หุบเขาโปรตุเกส น้ำที่ไหลเหล่านี้ทำให้พื้นที่นี่เขียวชอุ่มเป็นพิเศษ ต้นมะเดื่อที่เก่าแก่ที่สุดต้นหนึ่งตั้งอยู่ในเกาะแห่งนี้ และข้างๆต้นมะเดื่อยังมีต้นไม้สีเขียวขึ้นเป็นจำนวนมาก
เมืองใต้ดิน คารีซของเกาะคีช เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์บนเกาะแห่งนี้ ซึ่งมีอายุประมาณ 2,500 ปี เป็นตัวอย่างของศิลปะและเป็นความเชี่ยวชาญของสถาปนิกชาวอิหร่านในยุคนั้น ซึ่งทุกวันนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ลักษณะเฉพาะโครงสร้างใต้ดินนี้ รวมถึงปะการัง การไหลเวียนของน้ำ อากาศที่เย็นใต้ดิน และเพดานปะการังที่เต็มไปด้วยซากดึกดำบรรพ์ที่เก่าแก่ ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดในอิหร่านและแม้แต่ในโลก
เมืองฮะรีเระฮ์ มีอายุย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 5 ถึง 10 ฮิจญเราะฮ์ศักราช ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะคีช ผลงานชิ้นนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นหนึ่งในผลงานประจำชาติของอิหร่านเมื่อวันที่ 23สิงหาคม 1997 โดยมีหมายเลขทะเบียน 1886 เมืองฮะรีเระฮ์ โบราณ ตั้งอยู่ในเขตคีช เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัด Hormozgan ทางตอนใต้ของอิหร่าน ทางตอนเหนือของเกาะ คีช ถัดจากศูนย์กีฬาโอลิมปิก คุณจะเห็นอนุสรณ์สถานและซากปรักหักพังที่ทำให้นึกถึงเมืองโบราณ ฮะรีเระฮ์ ซึ่งเป็นสมัยแห่งความรุ่งเรืองหรือยุคทองของฮะรีเระฮ์ ที่เริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 ถึงต้นศตวรรษที่ 10 พื้นที่ของเมืองโบราณนี้คือ 120 เฮกตาร์ แหล่งโบราณสถาน ฮะรีเระฮ์ ตามผลการค้นหาทางโบราณคดีที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน ประกอบด้วยชายฝั่งทะเลและคฤหาสน์อันสูงตระหง่าน ห้องอาบน้ำ มัสยิดประวัติศาสตร์ โรงผลิตแก้ว และท่อระบายน้ำโบราณ
ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน บัรเกห์ เคอลัฟ และห่างจากชายฝั่งทางใต้ของเกาะ เกช์ม ประมาณ 5 กิโลเมตร มีสถานที่ธรรมชาติที่เรียกว่า “หุบเขาดาวตก” หรือ “หุบเขาดาว” หุบเขาแห่งนี้เกิดขึ้นจากการกัดเซาะของดิน หิน และทราย โดยลม ฝน และพายุฝน ทำให้เกิดรูปร่างภูมิประเทศแปลกตา ซึ่งมีอายุประมาณ 2 ล้านปี หุบเขาดาวตก ถือเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่สวยงามและโดดเด่นที่สุดบนเกาะเกช์ม และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาที่สำคัญซึ่งมีอายุย้อนไปถึงยุคโบราณในประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยา
มัสยิดญาเมียะอ์เกช์ม ตั้งอยู่ในเมืองเกช์ม เขตศูนย์กลางของอำเภอเกช์ม จังหวัด ฮอร์โมเซกาน ทางตอนใต้ของประเทศอิหร่าน และถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของภูมิภาคนี้ มัสยิดแห่งนี้นับว่าเป็น หนึ่งในมัสยิดที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในเมืองเกช์ม ว่ากันว่าเป็นผลงานของ ซูฆีเยห์ ภรรยาของผู้ปกครองในยุคนั้น และสร้างขึ้นเมื่อปี ฮ.ศ. 1202 ห้องละหมาดของมัสยิดมีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า และตรงกลางมี เสา 16 ต้น เรียงเป็นสองแถว ภายในแบ่งออกเป็น 7 ช่วงแนวยาว และ 4 ช่วงแนวกว้าง โดยมี เมห์รอบ (ช่องบอกทิศกิบลัต) และ ธรรมาสน์ ตั้งอยู่ตรงกลางของผนังด้านทิศใต้หลังคาของมัสยิด ยึดด้วยกำแพงทั้งสองข้างและโครงสร้างโค้งที่วางบนเสาทั้ง 16 ต้น ในปัจจุบัน ยังคงมีการจัดพิธีละหมาดวันศุกร์ และกิจกรรมทางศาสนาในวันสำคัญอย่างต่อเนื่องในมัสยิดแห่งนี้
ป่าโกงกางเกช์มเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามของเกาะเกช์ม ตั้งอยู่ระหว่างแผ่นดินกับทะเล และเผยให้เห็นถึงความน่าทึ่งของธรรมชาติทางตอนใต้ของอิหร่าน ป่าโกงกางแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณระหว่างเกาะเกช์มกับจังหวัดฮอร์โมเซกาน และได้รับการจัดให้เป็น เขตอนุรักษ์ธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สำคัญ
เรือแลนช์ (เรือไม้แบบดั้งเดิม) สามารถมีอายุการใช้งานได้นานกว่า 100 ปี และมีต้นทุนการสร้างที่ถูกกว่ามาก เมื่อเทียบกับเรือสมัยใหม่ทั่วไปที่มีราคาประมาณ 400,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ และใช้เวลาสร้างประมาณ 2 ปี พร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ด้วยการลงทุนที่สูงในเรือประเภทใหม่นี้ ทำให้ อุตสาหกรรมเรือส่วนใหญ่หันไปใช้เรือแลนช์ที่ทำจากไฟเบอร์กลาส แทน แม้ว่าเรือไฟเบอร์กลาสจะไม่แข็งแรงและทนทานเท่ากับเรือไม้ แต่ก็ใช้ เวลาน้อยกว่า ใช้ความชำนาญน้อยกว่า และมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า ในปัจจุบัน เรือแลนช์ไฟเบอร์กลาส ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการ จับปลา ล่าสมบัติเช่นไข่มุก และ ขนส่งผู้โดยสารหรือสินค้า ในบริเวณรอบๆ อ่าวเปอร์เซีย จากหลักฐานทางโบราณคดี เช่น แสตมป์และเหรียญโบราณ แสดงให้เห็นว่า ชาวอิหร่านที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งตอนเหนือของอ่าวเปอร์เซียได้เริ่มสร้างเรือตั้งแต่ อย่างน้อย 3,000 ปีที่แล้ว เนื่องจาก มหาสมุทรเป็นแหล่งอาหารและรายได้หลักของพวกเขา การเรียนรู้และควบคุมทะเลเปิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ความก้าวหน้าในการออกแบบและสร้างเรือใบ ในภูมิภาคนี้ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของยุคทางทะเล
หุบเขาชาห์กุห์ (หรือที่เรียกว่า ช่องเขาชาห์กุห์) เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่โดดเด่นของ เกาะเกช์ม ในจังหวัดฮอร์โมเซกาน ประเทศอิหร่าน หุบเขาแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเกช์มประมาณ 70 กิโลเมตร ใกล้กับหมู่บ้าน ชาฮูตะวันออก ในเขตชาฮับ หุบเขาชาห์กุห์ลึกประมาณ 100 เมตร และเป็นตัวอย่างที่น่าทึ่งของการกัดเซาะในชั้นหินตะกอนตามธรรมชาติ ที่นี่ถือเป็นส่วนหนึ่งของ อุทยานธรณีโลกเกช์มซึ่งได้รับการรับรองจาก องค์การยูเนสโก ว่าเป็นแหล่งธรณีโลกที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ
ปราสาทของชาวโปรตุเกสพบได้ในหลายพื้นที่ตามชายฝั่งอ่าวเปอร์เซีย เช่น ที่ท่าเรือเกาะเกช์ม เมืองคัง ในโอมาน ระอ์ซุลคัยมะห์ ที่เกาะเกช์ม เกาะฮอร์มุซ และที่อื่น ๆ อีกมากมาย ปราสาทเหล่านี้มีรูปทรงสี่เหลี่ยมไม่สมมาตร มีผนังหนาประมาณ 3.5 เมตร และหอคอยสูงประมาณ 12 เมตรที่มุมทั้งสี่ของปราสาท ปราสาทโปรตุเกสที่เกาะเกช์มประกอบด้วย คลังอาวุธ บ่อน้ำขนาดใหญ่ ห้องพักทหาร คุก โบสถ์ สำนักงานผู้บัญชาการ และห้องโถง บางโบสถ์ในปราสาทเหล่านี้มีเสาหินกลมสองแถวและโค้งที่สวยงามทำจากหินปะการังแกะสลัก ปราสาทโปรตุเกสเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดฮอร์มุซ
ซีเมเรห์ มีอายุย้อนไปถึงปลายยุคซาซาเนียนและยุคต้นของอิสลาม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเขตเมืองดัรเรห์ชะห์ร และทางตะวันตกของแม่น้ำซาร็อบ โบราณสถานแห่งนี้ได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติของอิหร่านเมื่อวันที่ 24 ชะห์รีวัร ปี 1310 โดยมีหมายเลขทะเบียน 6 เมืองซีเมเรห์ เคยเป็นเมืองสำคัญในอดีต และถือว่าเป็นเมืองเก่าของดัรเรห์ชะห์ร อยู่ในส่วนตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ของเขตเมือง เมืองนี้น่าจะเคยเป็นศูนย์กลางของเมห์ร ญอน์กาซัก และเป็นเมืองหลวงในช่วงฤดูร้อนในสมัยนั้น ซีเมเรห์เป็นหนึ่งในแหล่งโบราณคดีที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดอีลอม มีพื้นที่กว้างถึงกว่า 200 เฮกตาร์ และยังเป็นหนึ่งในโบราณสถานกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกแห่งชาติของอิหร่าน ดัรเรห์ชะห์ร ยังมีชื่อเสียงว่าเป็น “เมืองแห่งป้อมปราการ” ของอิหร่าน เพราะมีป้อมโบราณมากมายกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ อีกทั้งในด้านธรณีวิทยา ยังถือเป็นแหล่งอุทยานธรณีที่ใหญ่ที่สุดในโลก หน่วยงานบริหารและวิจัยของเมืองประวัติศาสตร์แห่งนี้อยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์วิจัยประจำชาติสำหรับเมืองโบราณซีเมเรห์